วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564

เรือนจำนนท์ จัดพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2/2

เรือนจำนนท์ จัดพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2/2

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 2/2 เรือนจำจังหวัดนนทบุรี กรมราชทัณฑ์ พร้อมมอบประกาศนียบัตรและให้โอวาท แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมโครงการฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ม.ค.64 ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 2/2 เรือนจำจังหวัดนนทบุรี กรมราชทัณฑ์ พร้อมมอบประกาศนียบัตรและให้โอวาท แก่ผู้ต้องขังที่ได้รับการอบรม 250 คน และได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว 26 คน โดยได้รับเกียรติจาก พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองเลขาธิการพระราชวัง, พันเอก บำรุง วิชาธร รอง ผอ.กอ.รมน. จ.นนทบุรี ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ และมี นางสาวปรีย์ธิดา สมจิตร ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี ให้การต้อนรับและกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ




นางสาวปรีย์ธิดา สมจิตร ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ตามที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในโอกาส วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ.2563 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการฝึกโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2/2 ให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษในวาระดังกล่าว

นางสาวปรีย์ธิดา กล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่ารวมถึงผู้ต้องราชทัณฑ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้มีการฝึกโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” กรมราชทัณฑ์ขึ้น โดยเรือนจังหวัดนนทบุรี ได้นำผู้ต้องขังเข้าทำการฝึกอบรมเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก โดยสามารถดำเนินการได้ในทุกเรื่อง และมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิด การฝึกวินัย การลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนได้เมื่อพ้นโทษออกไปภายนอก โดยปฏิบัติการฝึกอบรมเป็นเวลา 14 วัน ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2564 แบ่งการฝึกอบรมเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การอบรมพึ่งตนเองด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง 2.การแปลงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ และ 3.การสรุปและประเมินผล




“เรือนจำจังหวัดนนทบุรี มีผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และลดวันต้องโทษ เข้ารับการฝึกอบรมฝึกโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 2/2 เป็นผู้ต้องขังที่เป็นคนไทย จำนวน 250 คน ซึ่งในจำนวนนี้ จะได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ จำนวน 26 คน ซึ่งการฝึกอบรมได้ดำเนินการเสร็จสิ้นครบถ้วนตามหลักสูตรการฝึกอบรม ผลการฝึกอยู่ในเกณฑ์ดีมาก จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้ผ่านการฝึกอบรม สามารถพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ทั้งสามารถช่วยเหลือประชาชน ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้ หลังจากนี้แล้วผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษในโอกาสต่อไป จะต้องไปดำเนินการในพื้นที่ตามภูมิลำเนาของตนเอง อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และช่วยกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป” ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี กล่าว

โดยผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี ได้นำผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้รวม 26 คน เดินออกจากเรือนจำส่งมอบต่อให้กับครอบครัวที่มารอรับอยู่ด้านหน้า โดยทั้งหมดร่วมกันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยน้ำตาและรอยยิ้มของผู้พ้นโทษและครอบครัว





วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และการเตรียมความพร้อมเครือข่ายหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์โครงการ "การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ปีงบประมาณ 2564

 

กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัย

เกษตรศาสตร์ Kick Off กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และการเตรียมความพร้อมเครือข่ายหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ตามโครงการ "การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ปีงบประมาณ 2564 ขึ้นในวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564  ห้องประชุมรวยสุข โรงแรมมารวยการ์เดนส์ กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.เมธินี วงศ์วานิช รัมภกาภรณ์ ประธานหลักสูตร Entrepreneurship Education คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการ “พัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ปีงบประมาณ 2564 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2563 โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการ SME จำนวน 5 บริษัท ส่วนในงบประมาณ 2564 นี้ จะมีการขยายผลนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น หมายถึงคิดและผลิตโดยคนไทย ขายโดยคนไทย เพื่อทดแทนการนำเข้า รวมทั้งยังสามารถส่งออกได้ และมีการเตรียมความพร้อมเครือข่ายหน่วยทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ หรือCo-Medical Lab ในประเทศไทยอีกด้วย














กิจกรรมแรกในวันนี้ คือ การคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ 5 กิจการเข้ามาสู่วัตถุประสงค์ที่ 1 โดย 5 กิจการใหม่ จะพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ขึ้นมา การคัดเลือกผู้ประกอบการในวันนี้ จะมีผู้แทนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการคัดเลือก โดยผู้ประกอบการรายเก่าที่พัฒนานวัตกรรมเมื่อปีที่แล้วจะเข้าร่วมในวัตถุประสงค์ที่ 2 เป็นการขยายเครือข่ายให้  มากขึ้น

รศ.ดร.เมธินี ยังกล่าวอีกว่า กิจกรรมหลังจากนี้จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ ด้านเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการSME ให้สามารถพัฒนานวัตกรรม ต่อยอด และขยายผลไปสู่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ด้านการสร้างมาตรฐานในการทดสอบ ด้านการเงินที่จะสนับสนุนธุรกิจ SME รวมทั้งด้านการตลาดและการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย

นายสุภเชษฐ์ จงธนากร กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทโย เมดิคอล อินสทรูเม้นท์ จำกัด ที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ในปี2563 และได้พัฒนานวัตกรรมต้นแบบยูนิตทำฟันพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องปฎิบัติการทันตกรรมขึ้นมา บอกว่ายูนิตทำฟันนี้ผลิตจากพลาสติกประเภท ABS ที่มีความสวยงามและทำความสะอาดง่าย บางส่วนผลิตจากอลูมิเนียมอัลลอยที่มีความคงทนและปลอดภัย แต่ความโดดเด่นอยู่ที่นวัตกรรมยูนิตทำฟัน คือการติดตั้งระบบพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแบบซูเปอร์สเปรย์ ที่สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสภายในห้องปฎิบัติการทันตกรรม ทำให้เป็นห้องปลอดเชื้อได้ภายในเวลา10 นาที โดยนวัตกรรมนี้เป็นการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก “ในเวลาทำฟันจะมีการกรอฟันและมีน้ำพ่นออกมาฟุ้งกระจายในอากาศ ถ้าคนที่ติดเชื้อโควิด-19 มาทำฟัน ก็จะทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในห้องนั้นเป็นปริมาณมากนวัตกรรมชิ้นนี้จะทำหน้าที่พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหลังจากคนไข้ทำฟันเสร็จแล้ว เพื่อทำให้ห้องนั้นเป็นห้องปลอดเชื้ออีกครั้ง














นายสุภเชษฐ์ ยังเสริมอีกว่า หลังจากพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้แล้ว บริษัทยังได้นำน้ำยาฆ่าเชื้อนี้ไปตรวจสอบและได้รับการรับรองจากคณะวิทยาศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลว่า สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสได้จริง รวมทั้งยังได้รับรางวัลนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคกลาง ประจำปี 2563 จากหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นการได้รับรางวัลร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะนี้ได้เริ่มจำหน่ายนวัตกรรมยูนิตทำฟันพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องปฎิบัติการทันตกรรมนี้ออกไปสู่ท้องตลาดบ้างแล้ว

ส่วนนายเกรียงไกร จองเจตจรุงพร กรรมการผู้จัดการบริษัท รองเท้าไท จำกัด ได้คิดค้นต้นแบบรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ เมื่อปีที่แล้ว  นายเกรียงไกรกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง เพราะเป็นการนำขยะขวดพลาสติกใสหรือขวด PET มาผลิตเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันรองเท้าเพื่อสุขภาพมีราคาแพงหลักพันบาทขึ้นไป แต่รองเท้าเพื่อสุขภาพจากวัสดุรีไซเคิลนี้จะมีราคาถูกกว่ามากประมาณคู่ละ 450 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงรองเท้าเพื่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น

รองเท้าเพื่อสุขภาพจะช่วยแก้ปัญหาคนที่มีอุ้งเท้าสูงและเท้าแบน ที่มักจะปวดส้นเท้าเวลาเดินและเมื่อยง่าย รองเท้าเพื่อสุขภาพจะมีการเสริมอุ้งเท้าให้ ทำให้เดินและยืนได้นานกว่าปกติ โดยรองเท้าที่ผลิตจากขวด PET นี้จะมีน้ำหนักเบา ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ลดความอับชื้น ทำความสะอาดง่ายด้วยการล้างน้ำ รวมทั้งยังเป็นรองเท้ากันน้ำจากคุณสมบัติของพลาสติกอีกด้วย

นายเกรียงไกรบอกอีกว่า นวัตกรรมนี้ผลิตขึ้นมาเป็นรองเท้านักเรียนก่อน โดยใช้ขวด PET 4 ขวด ต่อ 1 คู่ โดยในขณะนี้ได้มีการต่อยอดพัฒนาเป็นรองเท้าสุขภาพที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลเพื่อผู้สูงวัยอีกด้วย และจะเริ่มวางตลาดรองเท้านักเรียนเพื่อสุขภาพในเดือนมีนาคม 2564 นี้














นอกจากนี้นวัตกรรมรองเท้านักเรียนเพื่อสุขภาพใช้วัสดุในประเทศทั้งหมดโดยผลิตจากขยะขวดพลาสติกและพื้นเป็นยางพารา รวมทั้งจะเน้นให้เป็น Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ เมื่อรองเท้าเก่าแล้วลูกค้าสามารถนำมาขายคืนเป็นส่วนลดในการซื้อรองเท้าคู่ใหม่ เพื่อให้บริษัทนำรองเท้าคู่นั้นกลับไป Recycle กลับมาเป็นรองเท้าคู่ใหม่ได้อีกครั้ง

ส่วนนายพนา​ ศรีพิมพ์​ ที่ปรึกษาบริษัท คว็อลลิทิ อะเบรซิฟ โพรดักส์ จำกัด บอกว่า การเข้าร่วมโครงการฯ เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทได้พลิกผันจากการเป็นผู้ประกอบการ SME ที่ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องบิน มาผลิตเพื่ออุตสาหกรรมเครื่องมือการแพทย์มากขึ้น โดยนวัตกรรมของบริษัทคือ เครื่องหยอดกาวล้อทรายมีแกน ที่เดิมก่อนร่วมโครงการฯ เคยใช้กาวอีพ็อกซี่ผสมซึ่งมีคุณสมบัติทนทานความร้อนได้ประมาณ 100 องศาเซลเซียส แต่ถ้านำไปขัดนานๆ ความร้อนเกินกว่านี้ ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือ ขัดงานที่มีประสิทธิภาพด้อยลง เมื่อได้เข้าร่วมโครงการฯ จึงได้พัฒนาต้นแบบโดยใช้กาวอีพ็อกซี่ คอมพาวด์ ซึ่งทนความร้อนได้สูงมากและการยึดเกาะดีขึ้น มีความปลอดภัยสูงมาก และขัดงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลักๆนวัตกรรมนี้จะใช้กับเครื่องมือทันตกรรมที่จะใช้วัสดุในการผลิตที่แข็งมาก ไม่สามารถใช้ผ้าทรายธรรมดาขัดได้ ต้องใช้ผ้าทรายขัดชนิดพิเศษที่บริษัทผลิต ซึ่งใช้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และการบิน เพราะอุตสาหกรรมการบินมักจะใช้วัสดุไทเทเนียมหรือนิกเกิลโครม ซึ่งเป็นโลหะที่แข็งมาก

นายพนากล่าวอีกว่า ผ้าทรายที่ใช้ขัดไทเทเนียมได้มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลก และผ้าทรายของบริษัทเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เขามองว่าการเข้าร่วมโครงการฯในปีนี้ จะช่วยให้สามารถต่อยอดนวัตกรรมของบริษัทได้มากขึ้น ด้วยการสร้างเครือข่ายกับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการแพทย์ที่จะได้เข้าร่วมเพิ่มในปีนี้